แนวคิดทางการตลาดและความสำเร็จ

ศาสตร์แห่งการบริหารงานที่ยิ่งใหญ่ สไตล์ “Microsoft”

ศาสตร์แห่งการบริหารงานที่ยิ่งใหญ่ สไตล์ “Microsoft”

ตีแผ่หลักการบริหารของเจ้าพ่อไอทีโลก

ผู้เขียนเห็นว่าวิถีชีวิต วิธีการบริหารงานและความสำเร็จของเขาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ควรค่าแก่การศึกษา เพราะสิ่งเหล่านี้คงจะหาเรียนไม่ได้จากตำราเรียน วิชาการบริหารโดยทั่วไปชีวิตของเขามีทั้งสิ่งที่ควรค่าแก่การนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานแต่ก็มีบางสิ่งที่สามารถเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้กับผู้อ่านเช่นเราๆได้

คนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน คงแทบจะไม่มีใครไม่รู้จักคอมพิวเตอร์และทันทีที่เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนเข้าสู่ระบบการทำงานเราจะพบกับสัญลักษณ์หน้าต่างบินที่คุ้นเคย ของบริษัทไมโครซอฟต์ สัญลักษณ์นี้ประกาศความน่าทึ่งของผู้ที่เป็นต้นคิด และสร้างระบบปฎิบัตรการ จนกลายมาเป็นบรรทัดฐานของคอมพิวเตอร์นับล้านๆเครื่อง

อีกหนึ่ง บุคคลยอดอัจฉริยะ ที่เรากล่าวถึงคือ “บิลเกตส์” เจ้าของกิจการยักษใหญ่ของโลก งานที่เขาทำได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา จนมีคำกล่าว่า

“สิ่งที่เขาทำนั้น เป็นเช่นเอดิสัน ได้ปฎิบัติการกับหลอดไฟฟ้า”

แน่นอนที่สุด…มันทำให้เขากลายเป็นอภิมหาเศรษฐีมีกลยุทธ์เชิงการตลาดและสไตล์การบริหาร อันแหลมคม จนผู้เขียนเองก็อดไม่ได้ที่จะต้องคนหาว่าเข้าทำได้อย่างไร?

“บิล เกลตส์” คือ ปรากฎการณ์แห่งศตววษที่ 20 ถือได้ว่าเขาเป็น Cyber Tycoon ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความร่ำรวย ของเขากลายเป็นหัวข้อสนทนาตามบาร์และร้านอาหารที่ผู้คนนิยมพูดถึงมากที่สุด ว่ากันว่าไม่มีธุรกิจใดจะสร้างความร่ำรวยได้มากมายและรวยเร็วเท่านี้อีกแล้ว

ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง เขาไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีของอเมริการแต่เพียงคนเดียว ยังมีมหาเศรษฐีรายอื่นๆ ที่ร่ำรวยไม่น้อยหน้ากันอีก เช่น จอหน์ ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) และคนอื่นๆอีกมากมาย แต่ทว่าความร่ำรวยของเกตส์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของพลังอำนาตที่น่าสนใจและน่าติดตาม

ด้วยความที่ บิลเกตส์ เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและมีมันสมองระดับหัวกะทิ เขาจึงกลายเป็นเครื่องหมายแห่งการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้ว่าสำนักงานของไมโครซอฟต์จะตั้งอยู่ในเรคมอนด์ รัฐวอชิงตัน แต่คงไม่แปลกอะไรถ้าจะเรียกบริษัทนี้ว่า

“บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ซิลิคอนวัลเลย์”

สำหรับมุมมองของคนในบริษัท เขาเป็นบุคคลลึกลับ และดูเหมือนเป็นคนแคร่งศาสนา แต่ถ้าเป็นมุมมองจากอุตสาหกรรมอื่นเขากลับถูกมองว่าเป็นพวกต่อต้านศาสนา ทั้งสองมุมมองอาจจะเกินความจริงไปทั้งคู่ แจ่นั้นไม่ใช่ปรัเด็กหลักที่น่าสนใจ

แต่จุดที่น่าสนใจ คือ เขาทำอย่างไร เขาถึงกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่มีพลังความสามารถพิเศษของเขาให้ได้ภายในบรรทัดเดียว

แล้วอะไรที่ทำให้ “บิลเกตส์” มีความแตกต่างไปจากผู้นำธุรกิจรายอื่นในประวัติศาสตร์ บางทีคำตอบของคำถามนี้ก็คือ การเขาไปมีอิทธิพลต่อการควบคุมการใช้ชีวิตของผู้คน ไทคูนคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ เวลาค้นอะไรขึ้นมาได้ มักจะส่งผลกระทบแต่ในเฉพราะอุตสาหกรรมนั้นๆ เท่านั้น แต่ผลงานการสร้างสรรคของไมโครซอฟต์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินชีวิตของคนทุกคนบนโลก ในทุกแง่มุม และได้ขยายตัวไปทุกแห่งหนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ตน

ถึงแม้ว่าผู้นำแห่งวงการสื่อมวลชนอย่าง รูเพิร์ท เมอร์คอช ทำให้ผู้คนรู้สึกหงุดหงิด เนื่องจากเขามีอิทธิพลในการควบคุมสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แต่พลังอำนาจของนักพัฒนาโปรแกรมคนนี้มีมากมายเหลือคณานับ Encarta หนังสือสารานุกรมที่พิมพ์โดยไมโ๕รซอฟต์เป็นตวอย่างหนึ่งที่ในหลายๆตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า

บิลเกตส์ และบริษัทของเขามีวิธีการเฉพาะตัวที่จะกระจายสินค้าเพื่อให้เข้าไปเป็นส่วหนึ่งในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนได้

ไม่ต้องแปลกใจหากเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความสะดวกสบายกับการผูกขาดตลาด ซอฟต์แวร์ของเขา และไม่ต้องแปลกใจที่เข้าจะถูกประณามหรือถูกโจมตีอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

แต่อย่างไรก็ตาม จะมีผู้นำธุรกิจสักกี่รายที่จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้เหมือนเช่นเขา

อย่างไรก็ดี

เรื่องราวของบิล เกตส์ ต่อไปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความฉลาดหลักแหลมทางด้านเทคโนโลยีหรือมูลค่าทรัพย์สินก้อนมหึมาของเขาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องราวของคนๆ หนึ่งที่มีสายตากว้างไกล ทางธุรกิจและความกระหายที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะ

มากไปกว่านี้…สไตล์การบริหารของเขาถือเป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าที่ผู้บริหาร และคนรุ่นต่อไปไม่ควรพลาดที่จะเรียนรู้

การมองการณ์ไกล บวกกับหลักคิดที่ยิ่งใหญ่ของเขานั้น! “คอมพิวเตอร์จะต้องอยู่บนโต๊ะทำงานทุกตัวและในทุกบ้าน”

ในยุคเริ่มต้นของบริษัทไมโครซอฟต์ บิล เกตส์พยายามดำเนินงานตามแนวความคิดของเขาที่เรียกว่า “คอมพิวเตอร์จะต้องอยู่บนโต๊ะทำงานทุกตัวและในทุกบ้าน ( แรกเริ่มเดิมทีสโลแกนที่ใช้คือ “คอมพิวเตอร์จะต้องอยู่บนโต๊ะทำงานทุกตัวและในทุกบ้านโดยใช้โปรแกรมของไมโครซอฟต์”  แต่ต่อมาประโยคหลังได้ถูกตัดทิ้ง เพราะทำให้คนทั่วไปรู้สึกไม่ดีกับบริษัท)”

จากอดีตจวบจนปัจจุบัน กายขยายตัวการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่แต่เดิมมักใช้ในสำนักงาน ต่อมาเริ่มมีการนำมาใช้ตามบ้าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ที่หลักเลี่ยงไม่ได้ ในแง่หนึ่งอาจจจะมองว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าผ่านสายตาของบิล เกตส์ นี่คือ หนทางในการสร้างความร่ำรวย ซึ่งเกตส์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคิดไม่ผิด

หลายคนอาจลืมไปว่าครั้งหนึ่งหลายสิบปีก่อน แป้นศีย์บอร์ดและจอคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอย่างแพร์หลายทุกวันนี้ก็คือ แค่ภาพจิตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น

หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1960 นักพยากรณ์อนาคตหลายท่านในอเมริกาพยายามที่จะคาดการณ์จำนวนประชากรภายในศตวรรษที่ 20 แต่พวกเขาพลาดที่ไม่ได้ประเมินอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนคอมพิวเตอร์บุคคล แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ ณ เวลานั้นคนหนุ่มอย่างบิล เกตส์ กำลังตั้งอกตั้งใจอ้่นหนังสือนวนิยายทางวิทยาศาสตร์อย่างหมกมุ่น ซึ่งต่อมาสิ่งนี้ก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *